แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หารายได้เสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หารายได้เสริม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

บอกต่อสูตร “หมูทอดเจียงฮาย” สร้างรายได้เสริม เพิ่มเติมเงินในกระเป๋า

บอกต่อสูตร “หมูทอดเจียงฮาย” สร้างรายได้เสริม เพิ่มเติมเงินในกระเป๋า


เชื่อได้เลยว่าหลายคนจะต้องเคยลองลิ้มชิมรส “หมูทอดเจียงฮาย” กับข้าวเหนียวร้อนๆ รองท้องก่อนเข้าทำงานช่วงเช้ากันนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมขายกันบนรถเข็นเพราะสะดวกต่อการเข็นไปขายตามแหล่งชุมชน หรือสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ที่สำคัญวิธีการทำก็ง่าย ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ หากรสมือดี ก็สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำกันเลยทีเดียวค่ะ


สำหรับสูตรการทำ “หมูทอดเจียงฮาย” ที่ว่านี้เป็นของ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม คุณ icesilamanee ที่มีทั้งรายละเอียดและขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่ฝึกปรือฝีมือกันสักหน่อย รับรองได้เลยว่าจะช่วยปูทางให้คุณสำเร็จได้แน่นอนค่ะ
วัตถุดิบสำหรับทำหมูทอดเจียงฮาย
1. หมูสามชั้นลอกหนัง 1/2 กิโลกรัม หรือ มันแข็งผสมสันนอก 1 ต่อ 1 (ถ้าชอบมัน)
2. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
3. พริกไทย 1 ช้อนชา
4. เกลือ 1 ช้อนชา
5. แป้งทอดกรอบ 2 ช้อนโต๊ะ
6.ผงปรุงรสนิดหน่อย
วิธีทำ
 
1.ขั้นแรกให้หั่นเนื้อหมูเป็นเส้นประมาณความหนาหมู 3 มิลลิเมตร
2.จากนั้นนำมาหมักเครื่องปรุง ซีอี๊วขาว เกลือ พริกไทย น้ำตาล ผงปรุงรสตามความชอบ
3.จากนั้นเติมแป้งทอดกรอบ เติมน้ำเย็นอีกเล็กน้อย ให้แป้งข้นๆ ติดเนื้อหมู จากนั้นเขย่าให้เข้ากัน นำไปแช่ตู้เย็นอีก 1 ชม.
4.มาถึงขั้นตอนการทอด ให้ตั้งน้ำมันให้ร้อน ใช้ไฟปานกลาง นำเนื้อหมูลงทอด ใช้ตะหลิวคนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ติดกระทะและไม่ให้เนื้อหมูติดกัน
5.เมื่อเนื้อหมูเริ่มเหลืองได้ที่ก็ให้ตักขึ้นรอสะเด็ดนำมัน
6.เราก็จะได้หมูทอดเจียงฮายหน้าตาแบบนี้นี่เอง
ที่มา : www.catdumb.com


วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

“แฟรนไชส์ขนมครกสิงคโปร์” เจ้าแรกของไทย ปรับใหญ่รับเทรนด์สุขภาพ

“แฟรนไชส์ขนมครกสิงคโปร์” เจ้าแรกของไทย ปรับใหญ่รับเทรนด์สุขภาพ



เจ้าของแบรนด์ “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” พลิกโฉมขนมไทยรูปแบบใหม่รับเทรนด์สุขภาพ ด้วยขนมครกสิงคโปร์สูตรวีแกน (Vegan) 100% ในราคาสบายๆ กล่องละ 40 บาท พร้อมตั้งเป้าขายแฟรนไชส์สไตล์แคะเพลินเงินล้นมือ มากกว่า 10 สาขา ภายในปี 2562

หลังจากขนมไทยภายใต้แบรนด์ “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” ที่เปิดให้คนไทยได้ลิ้มรสสัมผัสขนมครกสิงคโปร์ กว่า 10 รสชาติที่แสนอร่อยมา 7 เดือนแล้ว ที่ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 23 แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ลูกค้าอย่างเดียวที่ตอบรับกับขนมครกสิงคโปร์ทุกรสชาติ แต่กลับมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์กันอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือว่าประสบความสำเร็จในช่วง 5 เดือนแรกเลยทีเดียว
>> “หยอด-แคะ-รับตังค์” แฟรนไชส์ขนมครกเพื่อคนขี้เกียจ
ล่าสุดคุณใบพัด-อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร เจ้าของแบรนด์ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ ได้ต่อยอดขนมไทยด้วยการพัฒนาสูตร ครกสิงคโปร์เพื่อสุขภาพ หรือเรียกกันติดปากว่า Vegan (วีแกน) Sanook! Money จึงไม่พลาดที่จะอัพเดทเรื่องราวดีๆ มาฝากกัน
ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ เปิดขายไม่ถึงปี สร้างยอดขายเดือนละแสน
คุณใบพัด-อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร เจ้าของแบรนด์ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ กล่าวว่า หลังจากที่ขายขนมครกสิงคโปร์ในช่วง 5 เดือนแรก มียอดขายเพิ่มขึ้น 20% อยู่ที่ราว 50,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งยอดขายดังกล่าวมาจากการซื้อทั้งหน้าร้าน, Line Man และงานอีเว้นท์ต่างๆ โดยมีทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบัน ทางแบรนด์ได้ลงทุนแตกไลน์ขนมครกสิงคโปร์สูตรวีแกน (Vegan) เพื่อเจาะตลาดสุขภาพในไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายในฐานะผู้ประกอบการขนาดย่อม
baipad
ผุดไอเดีย ขนมครกสิงคโปร์สูตรวีแกน (Vegan) จากเสียงเรียกร้องของลูกค้า
คุณใบพัด เล่าถึงแรงบันดาลใจของขนมครกสิงคโปร์เพื่อสุขภาพนั้น มาจากความต้องการของกลุ่มลูกค้าประจำ รวมถึงกลุ่มคนรักสุขภาพที่อยู่ในช่วง 25-40 ปี ถามหาขนมครกสิงคโปร์สูตรหวานน้อย เพราะกลุ่มลูกค้าจะกังวลถึงน้ำหนัก หากรับประทานในปริมาณมาก ประกอบกับหลายคนแนะนำให้ลองทำขนมไทยเพื่อสุขภาพ  จึงตัดสินใจไปหานักโภชนาการมาเป็นที่ปรึกษา คอยปรับปรุงวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด จากสูตรเดิมที่ใช้ น้ำตาล ไข่ กะทิ แป้ง เปลี่ยนมาตัดส่วนผสม อย่าง ไข่ ออกไป ส่วนแป้ง และกะทิ สั่งผลิตวัตถุดิบจากโรงงานที่มีการรับรองมาตรฐาน Halal, GMP และ HACCP และน้ำตาลที่ใช้จะเป็นของที่มีคุณภาพสูง ผสมรวมกับวัตถุดิบอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ตามสูตรที่นักโภชนาการได้คํานวนทั้งสัดส่วนไว้ โดยขนมครกสิงคโปร์ 1 คำจะต้องมีเนื้อสัมผัสทั้ง กรอบ หวานน้อย เพื่อให้ขนมครกสิงคโปร์สูตรวีแกน (Vegan) ได้มาตรฐาน มีรสชาติเนื้อสัมผัสที่อร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ คุณใบพัด มองว่า เมื่อขนมครกสิงคโปร์เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจะขจัดปัญหาเรื่องการจัดส่งและการเก็บรักษาวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี เพราะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกมากขึ้น และเตรียมที่จะจดทะเบียน Halal ในเร็วๆ
“ขนมสูตรวีแกน (Vegan) ทำได้ยากกว่าขนมสูตรทั่วไป เพราะต้องมีการลงทุน อีกทั้งรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ที่สำคัญ ตัวขนมไทยจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการและได้มาตรฐานอีกด้วย ถึงจะการันตีได้ว่าเป็นขนมไทยเพื่อสุขภาพ 100% อย่างแท้จริง” ใบพัด กล่าว
dsc04838
“หวานน้อย กรอบนอก นุ่มใน”  เคล็ดลับความอร่อยของขนมครกสิงคโปร์เพื่อสุขภาพ
คุณใบพัด กล่าวว่า ทางแบรนด์ได้เริ่มทดลองขนมครกสิงคโปร์เพื่อสุขภาพเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากนั้นก็ได้สูตรขนมครกสิงคโปร์ที่ลงตัวนั่นก็คือ หวานน้อย กรอบนอก นุ่มใน และเริ่มขายในเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับมากกว่าเดิม เนื่องจากมีการปรับขนมให้ดูมีสีสันและแปลกตามากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการแชร์ความรู้เรื่องสุขภาพให้กับลูกค้าอีกด้วย ปัจจุบันทางแบรนด์มีขนมครกสิงคโปร์ทั้งหมด 6 รสชาติ ได้แก่ ใบเตย, มะพร้าว, ชาเขียว, มันม่วง, ช็อกโกแลต และชาไทย ส่วนรสเดิมที่มีความหวานอย่าง สตอร์เบอร์รี่ ถูกตัดออกไป อีกทั้งยังมีการเพิ่มเนื้อสัมผัสของขนมด้วยหน้าต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า 10 ชนิด ได้แก่ เมล็ดแฟลกซ์ (Flax seed), อัลมอนด์, ข้าวโอ๊ต, ถั่วแดง, ถั่วทอง, งาดำ, แปะก๊วย, ข้าวโพด, ลูกเกด, ข้าวบาเลย์, เผือก, มันม่วง,ข้าวเหนียวดำ, ลูกเดือย, กราโนล่า และข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ขนมครกสิงคโปร์มีรสชาติที่อร่อยลงตัวพอดี
ซึ่งต่อไปลูกค้าจะสามารถเลือกผสมหน้า Topping ในขนมครกสิงคโปร์ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ส่วนราคาขายยังเท่าเดิม นั่นคือ กล่องละ 40 บาท แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น
“หัวใจหลักของการพัฒนาขนมครกสิงคโปร์สูตรวีแกน (Vegan) คือไม่หวาน ไม่มีไขมันทรานส์ และต้องอร่อย” ใบพัด กล่าว
dsc05873
นอกจากนี้ ยังมีขนมครกสิงคโปร์หน้า ณ หน้าทอง โดยใช้ทองคำบริสุทธ์ใช้ทองคำแท้บริสุทธิ์ 100% (Food grade) ในการเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ไทย และความสวยงาม  จึงสามารถรับประทานได้ การเลือกใช้ทองคำบริสุทธิ์ จะไม่มีปฏิกิริยากับสารเคมีใดๆหรือต่อเซลของร่างกายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดอันตราย แถมทองคำยังเอามาพอกหน้าเพิ่มความงามได้อีกด้วย
“ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” เนื้อหอม โดนรุมจีบทั้งไทยและเทศ
คุณใบพัด เล่าว่า ทางแบรนด์ได้รับการการติดต่อจากผู้ที่สนใจซื้อแฟรนไชส์ 3 กลุ่มใหญ่  ได้แก่ ตลาดนัดกลางคืน หรือถนนคนเดิน เนื่องจากมีจำนวนผู้คนพลุกพล่าน, ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มียอดคนใช้บริการ 1,000 คนต่อวัน เช่น ปั๊มน้ำมันที่จังหวัดชลบุรี และสุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมของคนขับรถ และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
ขณะที่ตลาดในต่างประเทศก็มี อังกฤษ, ฟิลิปปินส์, สหรัฐอเมริกา และกัมพูชา ติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์ด้วยเช่นกัน
dsc04949
ทางแบรนด์ฯ มองหาพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่าการขายทิ้ง
ส่วนความคืบหน้าการขายแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่สนใจและติดต่อเข้ามานั้น คุณใบพัด ระบุว่า ทางแบรนด์ได้นำร่องแฟรนไชส์สาขาแรกที่ ไอคอนสยาม (ICONSIAM) จากนั้นภายในปี 2562 จะขายแฟรนไชส์โดยกำหนดโควต้าไว้ 20 สาขา เนื่องจากว่าทางแบรนด์จะเน้นพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่าปริมาณแฟรนไชส์ ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นโซนตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดเป็นหลักก่อน โดยเบื้องต้นจะมองหาคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น เพราะมีความรู้เรื่องประชากรศาสตร์เป็นอย่างดี
ภายในปี 2562 แบรนด์ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ จะมีต้นแบบสาขา 3 แห่ง ซึ่งเป็นที่มาของแบรนด์ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ ได้แก่ ท่าช้าง, ท่ามหาราช และท่าพระจันทร์ เพื่อจับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้มากขึ้น
สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาซื้อแฟรนไชส์ ทางแบรนด์จะพิจารณา 3 ส่วนด้วยกัน คือ เรื่อง Passion ในการทำธุรกิจ , ทำเลที่ตั้งของแฟรนไชส์ และระยะความห่างของแฟรนไชส์ในแต่ละสาขา เป็นต้น โดยจะมีการสอบสัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาทั้งความพร้อมในการทำธุรกิจ ให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ “อร่อย สนุก สบาย” โดยคำนึงถึงเรื่องการบริการ (Service), คุณภาพ (Quality) และสะอาด (Clean) อีกด้วย ส่วนค่าแฟรนไชส์อยู่ที่ประมาณ 30,000++ บาท
“สิ่งที่เราทำขายไม่ได้ทำร้ายคนกิน เรามีความสุขที่ได้นำเทรนด์ขนมไทยให้มาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น” ใบพัด กล่าว
dsc04931
อย่างไรก็ตาม คุณใบพัด ระบุว่า ตลาดสุขภาพมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ราวหมื่นล้านบาท ซึ่งการที่ Street food จะเข้ามาจับตลาดสุขภาพนั้นสามารถทำได้ หากรู้จักปรับตัวให้ รู้จักนำเทรนด์ และพัฒนาแบรนด์อย่างไม่หยุดยั้ง ก็จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของตนเองได้อย่างยั่งยืน แม้ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ จะเป็นแบรนด์ขนาดเล็กแต่ก็อยากจะเป็นต้นแบบให้กับ Street food ได้เห็นเป็นแบบอย่าง ในการสร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้า ว่าสามารถเติบโตได้จริง และในอนาคตทางแบรนด์ฯ มีแผนที่จะพัฒนาสินค้าเป็น “ขนมครกอบแห้ง” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วยนะ
ที่มาhttps://www.sanook.com:


วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"ซีพีเอฟ ชูป่าชายเลนสร้างอาชีพเสริมเลี้ยงชันโรง เพิ่มรายได้ให้ชาวประมงสงขลา

"ซีพีเอฟ ชูป่าชายเลนสร้างอาชีพเสริมเลี้ยงชันโรง เพิ่มรายได้ให้ชาวประมงสงขลา

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน)หรือซีพีเอฟ ส่งเสริมชาวประมง ต.ชะแล้ จังหวัดสงขลา เลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน


 
 
 
 
นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่าชุมชนชะแล้ มีความพร้อม เข้มแข็ง ในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารสำคัญของคนในชุมชน นับเป็นความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)เครือข่ายภาคประชาสังคม ชุมชนและภาคเอกชนผ่านโครงการ“ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน"ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

จากการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทำให้ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ป่ายังเป็นที่อยู่ของแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศโดยเฉพาะชันโรง ซึ่งเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้งสามารถเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน ซีพีเอฟจึงได้ต่อยอดโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงชันโรงให้เป็นอาชีพเสริมของคนในชุมชนโดยนำผู้สนใจไปดูงานเลี้ยงชันโรงที่พัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงชันโรงที่มีชื่อเสียงที่สุดของทางภาคใต้เพื่อเผยแพร่ความรู้และทำผลิตภัณฑ์จากชันโรง เช่น น้ำผึ้ง สบู่ เป็นต้น

 
 
 
 
ปัจจุบันมีชาวชุมชน8ครอบครัวที่หันมาเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้นมีรายได้เฉลี่ย50,000 – 60,000 บาทต่อปี ทั้งยังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ เช่น น้ำผึ้ง และสบู่ โดยซีพีเอฟมีโครงการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงชันโรง พื่อให้ความรู้แก่คนในชุมชนที่สนใจสามารถนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพได้อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างมั่นคง”นายวุฒิชัยกล่าว

 
 
 
ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้เสาหลักสู่ความยั่งยืนของบริษัท คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ โดยทำงานร่วมกับทช. เครือข่ายภาคประชาสังคมและชุมชนในพื้นที่ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้รวมทั้งสิ้น 2,388 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ใน 5 จังหวัด คือ ระยอง สมุทรสาคร พังงา สงขลา และชุมพร สอดล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติหรือSDGs(Sustainable Development Goals)

นายประพัฒน์ โนเรศน์ หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 38สงขลา กล่าวว่าป่าชายเลนเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจของประเทศ สังคมและชุมชน รวมทั้งความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ เครือข่ายและภาคประชาสังคม ร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูและดูแลการที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ทำให้เกิดประโยชน์ชัดเจนคือเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้กับประเทศและชุมชน กระตุ้นให้ชุมชนในพื้นที่เห็นความสำคัญของป่าชายเลน ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชนเอง อาทิ การทำอาชีพประมงพื้นบ้าน นอกจากนี้ในพื้นที่ปลูกป่าชายเลนที่ต.ชะแล้ จ.สงขลา ซีพีเอฟยังเข้ามาสนับสนุนคนในชุมชนเลี้ยงชันโรง ทำให้เกิดการสร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน

“ภาครัฐอยากเห็นหน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติเพราะภาคเอกชนสามารถนำองค์ความรู้เข้ามาใช้ผสมผสานในการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่า ส่งเสริมชุมชนให้อยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน ยกตัวอย่าง ซีพีเอฟที่เข้ามาสนับสนุนแนวคิดในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ รวมถึงงบประมาณในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ก็ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วขึ้น”หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 38 สงขลา กล่าว
 
ที่มา:http://www.acnews.net/

ทางเลือกใหม่!! ''เลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์'' เลี้ยงง่าย 3-4 เดือนจับขายได้

ทางเลือกใหม่!! ''เลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์'' เลี้ยงง่าย 3-4 เดือนจับขายได้



         พูดถึงอาชีพแล้วหลายคนนึกถึงอะไรกัน? เชื่อว่าคงนึกถึงแต่อาชีพทั่วๆไปอย่าง คุณครู หมอ พยาบาล พนักงานออฟฟิต กันแน่ๆเลย แต่ทุกคนทราบกันดีใช่ไหมคะ อาชีพในปัจจุบันไม่ได้มีอยู่แค่นี้

         วันนี้ GangBeauty เลยมีอีก 1 อาชีพมานำเสนอ สามารถทำได้ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย จะทำเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นอาชีพเสริมก็ได้ นั้นก็คือ "เลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์"

         อย่าพึ่งคิดกันว่ามันยุ่งยากและหลายขั้นตอนกันนะคะ เราไปดูกันว่าการเลี้ยง "เลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์" ต้องทำยังไงบ้าง...



         เริ่มจากเตรียมบ่อซีเมนต์หลายขนาด จากนั้นหาลูกปลาช่อนขนาดตัว 1-2 นิ้ว มาเลี้ยง ระยะนี้ให้ใช้อาหารชนิดผงของปลาดุกเล็กมาปั้นก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ 2-3 ก้อน ให้เป็นอาหาร สัปดาห์ต่อมาควรฝึกให้กินจิ้งหรีดตัวเล็กๆ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จะย้ายปลาช่อนลงบ่อเลี้ยงขนาด 5?10 เมตร จำนวนบ่อละ 2,000 ? 3,000 ตัว ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปใส่ในบ่อ ช่วงนี้กรณีมีจิ้งหรีดไม่เพียงพอ ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปให้ปลาช่อนกิน โดยประมาณ 15 วัน จะต้องทำความสะอาด และเปลี่ยนถ่ายน้ำ



         ตลอดระยะเวลาช่วงเลี้ยง 8-9 เดือน ซึ่งตัวรุ่นเล็ก 2,500 ตัว จะได้น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัม จะขายกิโลกรัมละ 60 บาท เป็นอย่างต่ำ รวมแล้วเป็นเงิน 72,000 บาท การลงทุนหากไม่คิดค่าบ่อ คิดแต่ค่าอาหารช่วงปลาเล็กๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วใช้เงินประมาณ 1,500บาท/รุ่น ซึ่งก็ทำให้มีกำไรสูงมาก ถ้าเลี้ยงหมุนเวียนประมาณ 3 บ่อ ก็จะมีรายได้เป็นจำนวนมาก



         นอกจากนี้ ปลาช่อนยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ขายได้ทุกขนาด และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ยิ่งน้ำหนักตัวละ 8-9 ขีด ไปจนถึง 1กิโลกรัม จะได้ราคาดี อยู่ที่กิโลกรัมละ70-80 บาท หากนำปลาช่อนไปเผา จะขายได้ตัวละ 90-100 บาท โดยปลาช่อนที่มีขนาดเล็ก ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่หากแปรรูปเป็นปลาเค็ม และปลาช่อนแดดเดียว จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 120 บาท เลยทีเดียว



ที่มา:http://www.gangbeauty.com

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562

จิ้งโกร่ง เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมได้ เลี้ยงเป็นอาชีพหลักดี

จิ้งโกร่ง เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมได้ เลี้ยงเป็นอาชีพหลักดี


ปัจจุบันประชากรของโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ใช้บริโภคก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเงาตามตัว องค์การอาหารและยาของสหประชาชาติมีความกังวลเรื่องว่าอาหารที่ใช้บริโภคอาจขาดแคลนในอนาคต การผลิตโปรตีนจากสัตว์เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก อาจมีต้นทุนสูงขึ้นจนทำให้อาหารโปรตีนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนโดยทั่วถึงกัน แมลงจึงเป็นตัวเลือก
ในโลกนี้มีแมลงเกือบ 1,000 สายพันธุ์ที่มนุษย์ใช้บริโภคกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาการบริโภคแมลงเพิ่งเริ่มต้นในปี 2554 และในปี 2558 ก็ได้ทำเป็นธุรกิจ ได้มีการตอบรับอย่างกว้างขวาง ในต่างประเทศแมลงที่นำมาทำเป็นอาหารนี้จะต้องเป็นฟาร์มที่มีมาตรฐานความปลอดภัย GAP เท่านั้นจึงจะนำมารับประทานได้ แมลงที่อยู่ในธรรมชาติไม่สามารถนำมาผลิตเป็นอาหารได้
ประเทศไทยมีการบริโภคแมลงกันมาช้านานแล้ว ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรพบว่า ประเทศไทยมีแมลงที่มีคุณค่าอาหารร้อยกว่าชนิดที่นิยมบริโภค แมงอินูน แมงกุดจี่ แมงดานา ตัวอ่อนผึ้ง มดแดง ตัวอ่อนของต่อหัวเสือ จิ้งโกร่ง จิ้งหรีด ตั๊กแตน แมลงกระชอน แมลงตับเต่าหรือด้วงติ่ง แมลงเม่า หนอน หนอนไหม ด้วงมะพร้าวหรือด้วงสาคู โดยที่อำเภออรัญประเทศ เป็นแหล่งนำเข้าแมลงจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาบริโภคภายในประเทศมูลค่าหลายล้านต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแมลงจากธรรมชาติ

คุณธเนศและภรรยา
เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม
จิ้งโกร่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมบริโภคเนื่องจากมีตัวขนาดใหญ่กว่าจิ้งหรีดและรสชาติอร่อยกว่า คุณธเนศ วงษ์สมบูรณ์ หรือ แจ็ค อาศัยอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กล่าวความเป็นมาในเรื่องนี้ว่า “ผมมีอาชีพเกษตร ในพื้นที่ 20 ไร่ ได้ปลูกข้าวโพด 10 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 10 ไร่ มาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่ยิ่งทำยิ่งมีหนี้ ต้องกู้ยืมจาก ธ.ก.ส. มาตลอดทำให้เป็นหนี้สะสม จึงมองหาอาชีพเสริมเพื่อเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติมในครอบครัว ได้ซื้อแพะมาเลี้ยงเพราะราคาค่อนข้างดี แต่ระยะเวลาจะต้องรอยาวนานกว่าจะได้ผลผลิต
ต่อมาได้ไปศึกษาดูงานที่ฟาร์มจิ้งโกร่ง ของ ป้าบัวผิน ที่หมู่บ้านวังอ่าง ตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเลี้ยงจิ้งหรีดส่งบริษัทที่รับซื้อ จริงแล้ว ธ.ก.ส. มีโควต้าจะให้เงินกู้เพื่อเลี้ยงจิ้งหรีด แต่ผมยื่นเอกสารไม่ทัน จึงต้องใช้ทุนของตัวเอง ครั้งแรกทดลองเลี้ยงซื้อมา 4 ขัน เป็นเงิน 1,000 บาท และลงทุนทำกล่องอีกกล่องละ 1,000 บาท จำนวน 2 กล่อง เนื่องจากเป็นการเลี้ยงครั้งแรกและใช้จำนวนไข่มีน้อยจึงได้ผลผลิตทั้งสองกล่องเพียง 37 กิโลกรัม แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เลี้ยงต่อไป”
 

ตัวอ้วนคือตัวเมีย ตัวผอมคือตัวผู้
จิ้งโกร่งกำลังวางไข่
ขั้นตอนการเลี้ยง
เมื่อได้ไข่จิ้งโกร่งในขันที่มีอายุประมาณ 8 วัน หรือเริ่มเห็นตัวอ่อนก็จะนำมาใส่กล่อง โดยเราจะใส่แผงไข่จำนวน 150 ใบ ซึ่งปกติจะใช้แค่เพียง 100 ใบ ต่อครึ่งกล่อง แต่คุณแจ็คเห็นว่าถ้าใส่มากจะทำให้ตัวอ่อนที่เพิ่งลอกคราบมีซอกมีมุมที่จะหลบซ่อนจากตัวที่แข็งแรงกว่าที่จะมากินได้มากกว่า จึงใส่ให้แน่นกว่าปกติ แผงไข่จะถูกวางตะแคงและวางไว้เพียงด้านเดียว แล้วจะตัดไม้ไผ่ให้ยาวเท่ากับความยาวของกล่องวางไว้บนพื้นกล่อง 4 อัน เพื่อให้เมื่อเวลาวางแผงไข่จะไม่จมลงไป ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีกข้างจะเอาหนังสือพิมพ์ฉีดน้ำให้เปียกพอประมาณด้วยหัวฉีดพ่นฝอย ปูให้เต็มพื้นที่ แล้วนำไข่ที่อยู่ในขันโรยลงบางๆ เกลี่ยให้เสมอกัน โดย 1 กล่อง ใช้ไข่จำนวน 4 ขัน แล้วเอาพลาสติกขาวใสคลุมอีกชั้นเฉพาะที่โรยไข่

มุ้งเขียวกันแมลงรบกวน บนกระดาษขาวคืออาหาร
หลังจากนั้น จะเอากระดาษหนังสือพิมพ์ปิดอีกทีพร้อมฉีดน้ำพ่นฝอยให้เปียกพอประมาณ นำต้นกล้วยที่หั่นไว้เป็นชิ้นยาวประมาณ 5 เซนติเมตร มาวางโดยรอบไข่ที่โรยไว้ และโรยอาหารบางๆ ไว้ให้ตัวอ่อน  ส่วนใบมันสำปะหลังจะวางไว้ข้างหยวกกล้วยอีกที ส่วนน้ำจะฉีดไม่ให้โดนอาหารจะเน้นฉีดที่ใบมันแทน ตอนที่จิ้งโกร่งตัวเล็กจะฉีดวันละ 4 ครั้ง คือ เช้า สาย บ่าย เย็น และเพิ่มการฉีดน้ำขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดตัว จนกระทั่งมากสุด 10 ครั้ง ต่อวัน และในช่วงกลางคืนอีก 2 ครั้ง คือตอนหัวค่ำและ 4 ทุ่ม การฉีดจะเน้นการฉีดบ่อยแต่ครั้งละไม่มากเกินไป
แผงไข่สำหรับอาศัย

จิ้งโกร่งวัยอ่อนกินอาหารสำเร็จรูป
เลี้ยง 60 วัน ก็ได้เงิน
ในช่วงตัวเล็กอาหารที่ให้จะใช้เวลาหลายวันจึงจะหมด ในช่วงประมาณ 1 เดือนไปแล้วจิ้งโกร่งจะเริ่มกินเยอะขึ้น อาหารที่ให้จะเพิ่มปริมาณขึ้นโดยจะให้ 2 ครั้ง ในตอนเช้าซึ่งจะหมดในตอนเย็น และช่วงเย็นให้อีกรอบซึ่งจะถูกกินหมดในคืนนั้น หรือสังเกตว่าจะให้อาหารก็ต่อเมื่ออาหารหมด ถ้าเราใส่อาหารทบลงไปเรื่อยๆ จะทำให้อาหารเป็นเชื้อรา เมื่ออายุครบ 1 เดือนจะนำแผงไข่มาวางเพิ่มขึ้นอีก 150 แผงเพื่อให้เต็มกล่อง จิ้งโกร่งจะมีที่อาศัยเพิ่มและในช่วงเป็นตัวอ่อนจะมีที่ซ่อนให้พ้นจากอันตรายจากการกัดกินกันเองได้มากขึ้น ในช่วงนี้จะถือโอกาสทำความสะอาดกล่องโดยเก็บเศษอาหารหรือขี้จิ้งโกร่งออกจากกล่องให้หมด ในชีวิตของจิ้งโกร่งจะจับจะลอกคราบถึง 8 ครั้ง การลอกคราบครั้งสุดท้ายจิ้งโกร่งจะตัวขาวกว่าปกติในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ถูกกินได้ง่ายเมื่ออายุครบ 60 วันจิ้งโกร่งจะโตเต็มที่ เราสามารถจับขายได้ในช่วงเวลานี้ แต่ก่อนจับประมาณ 2 วัน ใบมันสำปะหลังจะถูกเก็บขึ้นหมด โดยจะเปลี่ยนเป็นกล้วย ฟักทอง มะม่วงสุก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ให้จิ้งโกร่งแทน เพื่อให้จิ้งโกร่งมีกลิ่นและรสชาติที่ดี
ล้างจนสะอาด
 วิธีการจับ
จิ้งโกร่งจะโตเต็มวัยช่วง 55-60 วัน เมื่อสังเกตเห็นว่าจิ้งโกร่งส่วนใหญ่จะโตเต็มวัยแล้ว ก็จะนำถังพลาสติกมาวางไว้ในกล่อง จับแผงไข่ขึ้นมาทีละแผง พลิกเบาๆ ให้ขี้จิ้งโกร่งที่ติดค้างข้างแผงออกไป แต่จิ้งโกร่งส่วนใหญ่จะเกาะแผงอยู่ แล้วจึงนำมาเคาะใส่ถังพลาสติกจนจิ้งโกร่งออกจากแผงหมดก็เก็บแผงมาไว้ด้านนอก ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนจิ้งโกร่งจะได้ครึ่งถัง แล้วนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป ส่วนจิ้งโกร่งในถังก็จะถูกเก็บไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเมื่อจำนวนจิ้งโกร่งได้ครึ่งถังก็นำไปเทในกะละมังขนาดใหญ่ซึ่งเตรียมไว้ 4 กะละมัง แช่ไว้ประมาณนาทีเดียวก็ตักมาใส่กะละมังที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 สุดท้าย สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ก็จะหมดไป แล้วใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ต้มน้ำเปล่าในกระทะให้เดือดแล้วใส่ตัวจิ้งโกร่งที่ล้างสะอาดดีแล้วลงในกระทะ ใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็เอากระชอนตักมาวางบนโต๊ะที่ทำเป็นตะแกรง เพื่อทำการคัดแยก จิ้งโกร่งบางตัวที่ยังลอกคราบไม่เต็มวัยเนื่องจากเมื่อบรรจุถุง ตัวที่ยังโตไม่เต็มวัย ซึ่งมีเนื้ออ่อนจะยุ่ยทำให้ตัวอื่นเสียไปด้วยจึงต้องคัดทิ้งและตัวที่มีขนาดเล็กก็ต้องคัดทิ้งเช่นกัน หลังจากนั้น จะนำมาชั่งเป็นถุง น้ำหนักถุงละ 1 กิโลกรัม ส่วนที่แม่ค้ามารับจะบรรจุถุงละ 10 กิโลกรัม แล้วนำไปแช่น้ำแข็งไว้เพื่อให้สดอยู่ตลอดเวลา ราคาขายปลีกหน้าฟาร์มอยู่ที่ 150 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาขายส่ง 130 บาท ต่อกิโลกรัม ผลผลิตของฟาร์มจะได้เฉลี่ยกล่องละ 25 กิโลกรัม
 

กล่องจิ้งโกร่ง
ใส่น้ำมันเครื่อง รองขากล่อง
การสร้างกล่องแบบประหยัด
กล่องที่สร้างนี้จะใช้เหล็กกล่องขนาด 6 หุน ราคาประมาณ 108 บาท ใช้จำนวน 4 เส้น แผ่นสมาร์ทบอร์ดจะใช้ 2 แผ่นครึ่งพอดีสำหรับ 1 กล่อง ซึ่งกล่องจะมีความยาวเท่ากับ 240 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร ราคาแผ่นละ 122 บาท กาวซิลิโคน หลอดละ 80 บาท ส่วนขารองทั้งสี่ใช้ขวดน้ำอัดลมตัดแล้วใส่น้ำมันเครื่องไม่ให้มดไต่เข้ามาทำอันตรายตัวอ่อนได้ ส่วนด้านบนใช้ผ้ามุ้งเขียวไนล่อนสีฟ้ากว้างประมาณ 150 เซนติเมตร ครอบกล่องอีกที ใช้ท่อพีวีซีผ่าครอบไว้ไม่ให้ผ้ามุ้งปลิว ส่วนด้านในกล่องห่างจากขอบบนประมาณ 1 คืน ให้ติดเทปสีที่มีคุณสมบัติลื่นๆ เพื่อไม่ให้ตัวจิ้งโกร่งปีนออกมา ราคาของกล่องจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ต่อกล่อง

เทปลื่นกันปีนรอบกล่อง

ล้างในน้ำสะอาด
ท่านใดสนใจต้องการเลี้ยงและซื้อลูกพันธุ์สามารถติดต่อได้ที่ คุณธเนศ วงษ์สมบูรณ์ หรือ แจ็ค หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เบอร์โทร. (062) 560-7986 ในราคาขายลูกจิ้งโกร่งขันละ 250 บาท ค่าส่งต่างหาก
คัดแล้วรอบรรจุ

แพ็กละ 1 กิโลกรัม
ที่มา: https://www.technologychaoban.com

15 อาชีพเสริมแนวใหม่ ถึงเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ทำได้ รับรองไม่มีตกเทรนด์ !




  สมัยนี้มองไปทางไหนก็มักจะพบกับเทรนด์อาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเยอะมาก ทำให้การหารายได้เสริมในยุคนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ทุนอะไรมากมาย เพียงแค่เรามีความสามารถและไอเดียดี ๆ เท่านี้ก็สามารถมีอาชีพเสริมเป็นของตัวเองได้แล้ว ซึ่งก็มีหลากอาชีพเลยที่กำลังมาแรง วันนี้เราจึงคัด 15 อาชีพเสริมแนวใหม่ ทำแล้วดีมีรายได้ มาฝากทุกคนกัน ต่อให้เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนก็มีเงินเพิ่มในกระเป๋าได้



1. ทำอาหารกล่องขายในออฟฟิศ

          พนักงานออฟฟิศมักมีปัญหาเรื่องการเตรียมอาหารมากินในที่ทำงาน เพราะลำพังแค่ตื่นเช้า อาบน้ำแต่งตัว ฝ่ารถติดมาถึงที่ทำงาน ก็ลำบากเต็มทีแล้ว เรื่องที่จะมีเวลาเตรียมอาหารเองเลิกคิดไปได้เลย ด้วยแบบนี้แหละ จึงเกิดช่องทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้หลายคนได้เลย จากการทำอาหารกล่องส่งขายตามออฟฟิศ โดยส่วนใหญ่เมนูที่ขายดี จะเป็นเมนูที่กินง่าย ๆ เช่น ข้าวหน้าต่าง ๆ แซนด์วิช ข้าวเหนียวหมูทอด หรือสลัด เป็นต้น

อาชีพเสริมแนวใหม่
2. ทำอาหารคลีนส่งแบบเดลิเวอรี่

          ธุรกิจอาหารคลีนเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก จากกระแสรักสุขภาพของคนยุคปัจจุบัน ยิ่งถ้าเป็นอาหารคลีนแบบเดลิเวอรี่ จัดส่งถึงที่ด้วยแล้ว ยิ่งถูกใจลูกค้าเป็นที่สุด เพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญอาหารคลีนยังเป็นสินค้าที่คนยอมจ่ายเงินซื้อในราคาสูงอีกด้วย ทำให้ได้กำไรต่อกล่องไม่ใช่น้อย ๆ เลย

อาชีพเสริมแนวใหม่
ภาพจาก thanet007 / Shutterstock.com

3. ร้านอาหารแบบฟู้ดทรัค

          เป็นเทรนด์ร้านอาหารแนวใหม่ที่กำลังมาแรงในเมืองไทย ด้วยรูปแบบแปลกใหม่ ที่นำรถกระบะ รถตู้ หรือรถตุ๊กตุ๊ก มาปรับแต่งให้เป็น "ฟู้ดทรัค" (Food Truck) มีจุดเด่นตรงที่สามารถเคลื่อนย้ายตระเวนขายอาหารไปได้หลายแห่ง ปรับเปลี่ยนทำเลไปได้เรื่อย ๆ จัดว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจแนวใหม่ที่น่าลงทุนเช่นกัน  



4. นักรีวิวสินค้า, รีวิวร้านอาหาร


          ปัจจุบันเวลาเราจะซื้อของ หรือเข้าไปกินอาหารสักร้านหนึ่ง เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนมักทำเป็นประจำ ก็คือการเปิดอ่านรีวิวในอินเทอร์เน็ต เพื่อเอาข้อดี-ข้อเสียมาพิจารณา จึงทำให้เกิดนักรีวิวขึ้นมามากมาย มีทั้งรีวิวเครื่องสำอาง ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก บางคนรีวิวดี มีรูปแบบนำเสนอที่น่าสนใจ จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก็พร้อมที่จะมีสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุน เชิญให้ไปรีวิวสินค้าแบบไม่ขาดสายเลยก็ว่าได้

อาชีพเสริมแนวใหม่
5. เขียนนิยายออนไลน์

          สำหรับใครที่รักการอ่าน ชอบการเรียน และมีไอเดียบรรเจิดในหัวละก็ อย่าเก็บไว้คนเดียว ลองนำมาสร้างรายได้ด้วยการเขียนนิยายดูสิ เพราะเดี๋ยวนี้มีช่องทางให้โชว์ผลงานเต็มไปหมด ทั้งในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ต่าง ๆ ไม่แน่นิยายที่เราเขียนอาจจะฮิตติดลมบน จนสร้างเงินเป็นกอบเป็นกำ หรือถูกตีพิมพ์รวมเล่ม ถูกนำไปสร้างละคร สร้างซีรีส์ก็เป็นได้ 

อาชีพเสริมแนวใหม่
6. ออกแบบสติ๊กเกอร์ Line

          ทุกคนคงใช้งานแอปพลิเคชัน Line กันเป็นประจำอยู่แล้ว และก็น่าจะมีจำนวนไม่น้อยแหละที่เคยเสียเงินซื้อสติ๊กเกอร์ในแอปฯ เพราะมีสติ๊กเกอร์น่ารัก ๆ ให้เลือกมากมาย ซึ่งตรงนี้แหละได้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ ของนักออกแบบ และคนที่ชื่นชอบในการวาดรูปหลายคนเลย ใครรู้ว่าตัวเองมีความสามารถทางด้านนี้ก็ลองดูได้เลย



7. ขายภาพออนไลน์


          จัดเป็นอาชีพเสริมยอดฮิตของคนที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ เพราะสามารถนำภาพถ่ายของตัวเองมาทำเงินได้ง่าย ๆ ด้วยการขายตามเว็บไซต์ขายภาพออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกหลากหลายเว็บไซต์ ส่วนเรื่องผลตอบแทนก็ไม่น้อยเลย เพราะถ้าเกิดรูปที่ถ่ายได้รับความนิยม ถูกดาวน์โหลดเป็นจำนวนมาก เผลอ ๆ บางทีอาจจะทำเงินได้มากกว่างานประจำซะอีก  

อาชีพเสริมแนวใหม่
8. นักแคสต์เกม

          หลายคนอาจจะยังติดภาพว่าเกมเป็นเรื่องของเด็ก แลดูไร้สาระ แต่หารู้ไม่ว่าสมัยนี้ธุรกิจเกมเติบโตเป็นอย่างมาก จนเกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ นักแคสต์เกม หรือนักรีวิวเกมนั่นเอง ด้วยการถ่ายทอดความรู้จากการเล่นเกม เผยเทคนิควิธีการต่าง ๆ ผ่านทาง Youtube หรือเว็บไซต์สตรีมมิ่ง โดยจะมีรายได้จากการสนับสนุนของผู้ชม และสปอนเซอร์ที่เป็นสินค้าเกี่ยวกับเกมและอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ 

อาชีพเสริมแนวใหม่
9. YouTuber, ทำ VLOG

          สังเกตไหมว่าตอนนี้มีแชนแนลใน Youtube ผุดขึ้นมาเยอะแยะเลย และหลาย ๆ แชนแนลก็กำลังเป็นกระแส ได้รับความนิยมแบบสุด ๆ จนสร้างรายได้เข้ามามากมาย จากค่าโฆษณาของ Youtube ที่คิดตามยอดวิวของคลิปนั้น ๆ แถมไม่น่าเชื่อว่าบางรายการมีคนติดตามเป็นล้าน เยอะยิ่งกว่ารายการบนทีวีซะอีก

อาชีพเสริมแนวใหม่
10. เปิดคอร์สออนไลน์

          เป็นอาชีพเสริมที่เอาความถนัดของเรา มาถ่ายทอดให้คนอื่นที่สนใจเรื่องนั้น ๆ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสมัยนี้ทำกันอย่างแพร่หลายเลย มีทั้งเรื่องวิชาการหนัก ๆ เช่น สอนทำบัญชี เขียนโปรแกรม งานกราฟิก หรือจะเป็นการติวหนังสือ สอนภาษาอังกฤษแบบสนุก ๆ รวมไปถึงพวกงานอดิเรกก็มีให้เห็นเยอะแยะไม่แพ้กัน เช่น สอนทำอาหาร สอนถ่ายภาพ สอนแต่งหน้า เป็นต้น



11. แม่บ้านออนไลน์


          เป็นอาชีพใหม่ที่น่าจับตาและสร้างรายได้งามอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการให้บริการรับจ้างทำความสะอาด โดยคิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ผ่านการจองในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการจะสามารถเช็กประวัติพนักงานได้ผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจ รู้สึกปลอดภัย และยอมจ่ายค่าบริการในเรตราคาที่สูงนั่นเอง  

อาชีพเสริมแนวใหม่
12. ขับรถส่งของ-อาหาร 

          ยุคดิจิทัลแบบนี้ หลายคนเลือกสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ที่สะดวกกว่ากันเยอะมาก ทำให้ธุรกิจรูปแบบใหม่ประเภทขี่รถจักรยานยนต์ส่งสินค้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลายเท่าแม้จะเข้ามาตีตลาดได้ไม่นาน และตอนนี้หลายเจ้าก็ยังมีบริการฝากซื้ออาหาร (Food Delivery) แล้วไปส่งให้กินถึงบ้าน ตอบโจทย์คนยุคนี้ที่เน้นความสะดวกสบายสุด ๆ จนเป็นช่องทางโกยเงินให้ผู้ที่มีรถจักรยานยนต์ได้เป็นอย่างดี จะทำเป็นทั้งอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมก็ได้ เพราะมีชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ว่างเมื่อไหร่ค่อยทำก็ได้

อาชีพเสริมแนวใหม่
13. ไลฟ์สดขายเสื้อผ้า-สินค้ามือสอง
         
          ยุคนี้ถ้าเปิดเข้าไปใน Facebook, Instagram น่าจะเคยเห็นคนไลฟ์สดขายของกันบ้าง ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า บางคนใช้เวลาไลฟ์ไม่ถึงชั่วโมง ก็ทำเงินเป็นกอบเป็นกำแบบไม่น่าเชื่อ ด้วยเทคนิคการพูดและการขายของที่ชวนให้ลูกค้าอยากซื้อ โดยส่วนใหญ่จะเน้นขายเสื้อผ้ามือสอง ราคาถูก จึงเหมาะสุด ๆ กับสาว ๆ ที่มีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้แต่ไม่ค่อยได้หยิบมาใส่สักที การนำมาเปิดขายออนไลน์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว



14. รับพรีออร์เดอร์สินค้า


          อีกหนึ่งอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเลย เพียงแต่ต้องรู้แหล่งสั่งสินค้า โดยการเปิดรับพรีออร์เดอร์สินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจากต่างประเทศ หรือสินค้าเฉพาะกลุ่มที่หายาก ๆ ซึ่งอาชีพนี้ ดีตรงที่เราไม่ต้องเอาเงินไปจมกับการซื้อของมาเก็บสต็อกไว้ขาย แต่รอให้มีคนสั่งก่อนค่อยไปซื้อมา ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้เยอะเลย

อาชีพเสริมแนวใหม่
15. รับหิ้วของ Sale

          เป็นอาชีพเพื่อเอาใจขาช้อปที่ไม่มีเวลาโดยเฉพาะ สำหรับคนรับหิ้วสินค้า โดยจะตระเวนไปตามงานเซลต่าง ๆ แล้วรับซื้อสินค้าให้คนที่ต้องการ โดยบวกราคาสินค้าแต่ละชิ้นเข้าไป  ซึ่งปัจจุบันเราก็เห็นได้ชัดเลยว่า มีคนหันมาทำอาชีพนี้เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ๆ เพราะมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องลงทุน หรือแบกรับความเสี่ยงอะไรมาก แต่กลับทำเงินเป็นกอบเป็นกำได้ง่าย ๆ


 
          เห็นไหมล่ะว่าตอนนี้อะไร ๆ ก็กลายเป็นอาชีพที่สร้างเงินกันได้ทั้งนั้น เพราะมีช่องทางให้เลือกมากมาย ตามความถนัด ความสามารถที่แต่ละคนมี ใครชอบ ใครถนัดแบบไหน ลงมือแล้วทำให้เต็มที่ได้เลย


ที่า: https://money.kapook.com

บทความที่ได้รับความนิยม