วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562

ชาวบ้านออกตระเวนหาผึ้งป่า ยอมเจ็บตัวเพื่อแลกกับรายได้วันละ 1,000 บาท


ชาวบ้านออกตระเวนหาผึ้งป่า ยอมเจ็บตัวเพื่อแลกกับรายได้วันละ 1,000 บาท



นายล้วน ผมดำดก อายุ 57 ปี เลขที่98/1 ม.13 ชาวบ้านตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ออกตะเวนสอดส่องหาผึ้งป่าตามป่าริมทางต่างๆ ที่ผึ้งชอบทำรัง แล้วตัดมาขายช่วงฤดูแล้ง เพื่อสร้างรายได้เสริมเข้าครอบครัวช่วงหน้าแล้ง เพราะผึ้งป่าในช่วงนี้น้ำผึ้งจะมีรสหวานหอม ให้น้ำหวานมาก รังใหญ่กว่าทุกฤดูกาล

วิธีการเอาผึ้งป่า เมื่อเห็นรังผึ้งตามป่าต้องเตรียมเสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ผึ้งมาต่อยตามร่างกาย และจะใช้วิธีรมควันไฟไว้ข้างล่างของรังผึ้งเพื่อให้ควันไฟไปตอมรังผึ้ง จากนั้นผึ้งจะพากันบินหนีแล้วใช้มีดหรือกรรไกรตัดกิ่งที่เตรียมมาคอยๆ ตัดกิ่งไม้ ก็สามารถนำกรรไกรตัดกิ่งตัดออกมาได้เลยทันที แต่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการออกหาผึ้งป่า


โดยในแต่ล่ะวัน จะหาได้อย่างน้อย 1-2 รัง และนำมาขายโดยมีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้าน แล้วนำไปขายวางขายต่อที่ตลาดต่างๆ โดยตัดรังผึ้งใหญ่ประมาณเท่าฝ่ามือ ราคาเริ่มตั้ง 50-100 ตามขนาดของรังผึ้ง ผึ้งบางรังมีราคาซื้อขายรับซื้อเหมาสูงถึงรังล่ะ 300 บาทก็มี  นอกจากนี้น้ำผึ้งก็ยังสามารถขายได้ราคาดีอีกด้วย ขวดละ 300-500 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดีในช่วงนี้




วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

เพาะ ‘ลูกปลาช่อน’ ส่งขายทั่วภาคใต้สร้างรายได้งาม



เพาะ ‘ลูกปลาช่อน’ ส่งขายทั่วภาคใต้สร้างรายได้งาม



นายพิทักษ์ ยศมูรธา อายุ 49 ปี เกษตรกรหมู่ที่ 8 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งมีอาชีพเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดมานานกว่า 20 ปี แต่เนื่องจากคู่แข่งมากขึ้น จึงต้องหาความแตกต่างเพื่อดึงดูดใจลูกค้าและได้ศึกษาพันธุ์ปลาที่หายากแต่เป็นที่ต้องการของตลาด จนพบว่าปลาช่อนเป็นปลาที่ยังผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค

จึงหาพ่อแม่ปลาช่อนมาเลี้ยงไว้ประมาณ 200 คู่ ทำการขยายพันธุ์ทั้งแบบวิธีธรรมชาติและฉีดน้ำเชื้อ ซึ่งแม่ปลา 1 ตัวออกไข่ได้ครั้งละ 1,000-3,000 ฟอง อัตราการรอดประมาณร้อยละ 50-60 โดยสามารถขายลูกปลาช่อนได้ตั้งแต่อายุ 7 วัน ราคาตัวละ 50 สตางค์ อายุ 3 เดือนราคาตัวละ 4.50 บาท
ซึ่งแต่ละรุ่นจะได้ลูกปลาช่อนไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัว แต่ก็ยังขายไม่ทันกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกค้าทั้งใน จ.ตรังและ 14 จังหวัดภาคใต้ สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ส่วนกลยุทธ์ในการดึงดูดใจลูกค้าให้สามารถสู้กับเศรษฐกิจในยุคนี้ได้คือ การลดแลกแจกแถมลูกปลาชนิดต่างๆ ที่มีอยู่
พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงปลาแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่นการเลี้ยงในบ่อดิน บ่อซีเมนต์หรือบ่อพลาสติก ซึ่งหากเกษตรกรรายใดซื้อลูกปลาช่อนไปเลี้ยง จนมีอายุประมาณ 2-4 เดือนหรือมากกว่านั้นแต่เกิดเลี้ยงไม่ไหว ก็นำมาขายคืนให้กับทางร้านได้ในราคาที่สูงขึ้น
สำหรับลูกปลาช่อนหาซื้อมาจากภาคกลางเพราะเป็นปลาช่อนที่ไม่ดุร้าย เลี้ยงประมาณ 8-10 เดือนก็สามารถเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้ ซึ่งแม่ปลาช่อนจะออกไข่ปีละหลายครั้ง ราคาขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150 บาทเลยทีเดียว โดย 2-3 ปีที่ผ่านมามีเกษตรกรหันมาเลี้ยงปลากันมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและต้องการเลี้ยงปลาเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน ลดรายจ่ายและเหลือยังแบ่งขายได้อีก
โดยนายพิทักษ์ ยศมูรธา เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาช่อน เจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยง จ.ตรัง กล่าวว่า เหตุที่คิดต่างโดยหันมาเพาะพันธุ์ลูกปลาช่อนเนื่องจากต้องการสร้างทางเลือกที่หลากหลายแตกต่างจากฟาร์มที่อื่นๆ ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงฤดูฝนเพาะพันธุ์ทั้งแบบธรรมชาติและผสมเทียม ซึ่งมีพ่อแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 200 คู่แต่ละคู่จะได้ลูกปลาช่อน 1,000-3,000 ตัว 10 คู่ก็จะได้ 10,000-30,000 ตัว ซึ่งทางร้านมีลดแลกแจกแถมให้กับลูกค้าและยังมีปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้เลือกด้วย ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่หมาเลขโทรศัพท์ 081-4151392



สุดยอด!! เด็กชายชั้น ป.5 เพาะ ‘ปลากัด’ ขายสร้างรายได้เสริม


สุดยอด!! เด็กชายชั้น ป.5 เพาะ ‘ปลากัด’ ขายสร้างรายได้เสริม



 เด็กชายจักรริน อินทองมาก(น้องโฟกัส) อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนบูรณะรำลึก ใช้พื้นที่ว่างบนดาดฟ้าชั้น 3 ของบ้านเลขที่ 28/25 ถนนห้วยยอด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง เพาะปลากัดสวยงามเกือบ 20 สายพันธุ์ ที่โดดเด่นและขายดีที่สุดคือลายธงชาติไทย

ส่วนที่เหลือเป็นโค่ย คือ ลูกผสมระหว่างลายปลาคาร์ฟและลายปลาการ์ตูน ออกมาเป็นปลากัดโทนสีส้ม สีแดง สีทองและสีเหลือง ใช้เลี้ยงเพื่อประดับตกแต่งตู้ปลา อาคารสถานที่ ไม่ดุร้ายจึงไม่นิยมนำมากัดเหมือนปลากัดทั่วไป
ซึ่งแรงจูงใจให้น้องโฟกัสหันมาเพาะปลากัดสวยงาม เพราะคุณพ่อซึ่งมีอาชีพทนายความ หันมาเพาะปลากัดสวยงาม วางขายหน้าบ้านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้น้องโฟกัสถูกปลูกฝังและชื่นชอบในความสวยงามของปลากัด จนเริ่มทดลองเพาะเอง ขยายพันธุ์และเลี้ยงดูเองอย่างเป็นระบบ จึงขอแบ่งพื้นที่ว่างของพ่อมาเพาะพันธุ์ปลากัดสวยงามตระกูลโค่ยและกาแลกซี่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200-300 ตัว วางขายราคาตัวละ 50-300 บาท แล้วแต่สีสันและความสวยงาม
นอกจากนี้ ยังทดลองเพาะพันธุ์ปลากัดหางยาวอีกหลายสี เพื่อสร้างความต่างในตลาดปลาสวยงาม โดยขายได้ทั้งที่หน้าร้าน และประมูลขายหน้าเฟสบุ๊ก มีเงินเป็นค่าขนมสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 500 บาทเลยทีเดียว
โดยด.ช. จักรริน อินทองมาก หรือ ‘น้องโฟกัส’ อายุ 11 ปี บอกว่า เมื่อเห็นคุณพ่อเพาะปลากัดสวยงามประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดใจรักและหันมาเพาะเองประมาณ 200-300 ตัวแล้วมีทั้งโค่ยกาแลซี่ นีโม่และอื่น ๆ โดยขายไปแล้วหลายตัว ทั้งขายหน้าร้าน ประมูลขายหน้าเฟสบุ๊ก ซึ่งกำลังทดลองขยายพันธุ์ปลากัดหางยาวอีกหลายชนิด ส่วนใครที่สนใจจะอุดหนุนติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 095-1812648
ด้านนายกัมปนาท อินทองมาก คุณพ่อของน้องโฟกัส ผู้เพาะเลี้ยงปลากัดสวยงามชาว จ.ตรัง บอกว่า ปลากัดของตนมีกว่า 20 ชนิดหรือกว่า 10,000 ตัว ราคาตั้งแต่ 50-500 บาทขายทางเฟสบุ๊กและกลุ่มประมูลล่าสุดลูกค้าจากประเทศฟิลิปปินส์สั่งซื้อเข้ามา ส่วนที่ขายดีที่สุดคือปลากัดสวยงามลายธงชาติไทย สร้างรายได้กว่า 20,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกชายจากผู้ช่วยล่าสุดเป็นผู้เพาะเลี้ยงและพ่อค้าเองแล้ว


วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

ไอเดียทำเงิน พวงหรีดเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดขยะใช้งานได้จริง


ไอเดียทำเงิน พวงหรีดเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดขยะใช้งานได้จริง


ไอเดียทำเงิน พวงหรีดเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งสวยงาม ลดภาระของวัดในการกำจัดขยะ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง

วันที่ 26 กันยายน 2561 ที่ร้านไทยกันเองหีบศพ ตลาดอมรมาร์เก็ต หมู่ที่ 6 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งมีคุณจรรยา ปัญญาไพศาลกิจ หรือ คุณหยก สาวสวยอายุ 38 ปี เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งที่แห่งนี้มีสินค้าที่น่าสนใจเป็นที่ฮือฮาของลูกค้าในละแวกนี้ ก็คือไอเดียในการนำเอาเครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้ามาทำเป็นพวงหรีด ที่มีทั้งความสวยงามและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
โดย คุณหยก เล่าให้ฟังว่า ไอเดียนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ที่สังเกตุว่าตามงานศพจะมีพวงหรีดที่ทำจากดอกไม้สดจำนวนมาก ซึ่งสร้างภาระของวัดในการกำจัดขยะหลังงานศพ และแต่ละพวงก็มีราคาสูง แต่ใช้งานเพียงแค่เอามาตั้งโชว์ ซึ่งดูจะไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป
จึงมาคิดว่าอะไรบ้างที่เอามาทำพวงหรีดแล้วทางวัดยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก จึงเริ่มนำเอาเครื่องครัวทั้งจาน ช้อน ถ้วย ชาม มาทำพวงหรีด เพราะสิ่งของเหล่านี้หลังงานศพทางวัดยังนำมาใช้งานได้ และพวงหรีดเครื่องครัวก็ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าดีมาก
ต่อมาจึงต่อยอดนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใส่ในพวงหรีดบ้าง แรกๆ ก็เป็นพัดลม ซึ่งลูกค้าก็ชื่นชอบอย่างมากเช่นกัน จึงขยายประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเพิ่มเอากาน้ำร้อน เครื่องปั่นอาหาร นาฬิกา หรือแม้กระทั่งหม้อหุงข้าวขนาดใหญ่สำหรับโรงครัว ซึ่งก็มีลูกค้าสั่งทำเช่นกัน
ด้านราคาของพวงหรีดเครื่องครัว-เครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณหยก จะมีราคาขายตั้งแต่ 590-3,500 บาท และแบบสั่งทำพิเศษราคาก็จะคิดตามราคาสินค้าที่เลือกใช้ ซึ่งใครที่จะนำไอเดียของคุณหยกไปประยุกต์ใช้ เธอเองก็บอกว่าไม่หวง หรือจะมาชมงานที่ร้านของเธอก็ยินดีให้คำปรึกษา



สาวตรังปิ๊งไอเดีย! ต่อยอดธุรกิจทำซาลาเปาธรรมดาให้เป็น ‘ซาลาเปาแฟนซี’


สาวตรังปิ๊งไอเดีย! ต่อยอดธุรกิจทำซาลาเปาธรรมดาให้เป็น ‘ซาลาเปาแฟนซี’



ซาลาเปาแฟนซี เป็นของร้าน “คุณปลาซาลาเปา” ตั้งอยู่ที่เขตเทศบาล ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง โดยมีคุณกาญจนา คงเมือง เป็นเจ้าของร้าน ซึ่งปกติจะทำซาลาเปาตามปกติ คือ ซาลาเปาลูกสีขาว ไส้หมูสับ ไส้สังขยา ไส้ถัวเหลือง ถั่วแดง ชาเขียวและงาดำ โดยขายลูกละ 10 บาท ซึ่งทำแบบนี้มานานกว่า 3 ปีแล้ว


แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 จึงเกิดปิ๊งไอเดีย พัฒนาต่อยอดธุรกิจเพิ่มสีสันให้ซาลาเปา เพื่อให้ขายได้กับทุกวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ จึงทำเป็น “ซาลาเปาแฟนตาซี” ที่มีสีสันสวยงาม สะอาดปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปาโดเรม่อน ตัวเม่น ปิกาจู หรือโปเกม่อน รวมถึงเจ้าหมี ริลัคคูมะ 3 ตัว ไส้ช็อคโกแลตลาวา ไส้เผือก ไส้หมู ขายลูกละ 20 บาท
โดยขายดิบขายดีเรียกได้ว่าผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะแต่ละวันขายได้ถึง 1,200 ลูก จึงเตรียมเปิดเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ในเร็วๆ นี้ นอกจากซาลาเปาแฟนซีแล้ว ล่าสุดทางร้านยังได้ทำซาลาเปา 3 ไส้ใหม่ออกมาเสิร์ฟลูกค้า คือ ไส้ทุเรียนหมอนทอง , ไส้หมูย่างเมืองตรัง และ ไส้เคาหยก โดยไส้หมูย่างและไส้เคาหยก เป็นอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของเมืองตรัง จึงนำมาพัฒนาทำเป็นไส้ซาลาเปา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากนักชิมทั้งในพื้นที่ และจากจังหวัดต่างๆ



วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

ผักเชียงดา พืชเศรษฐกิจเชียงใหม่ สร้างรายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำ



ผักเชียงดา พืชเศรษฐกิจเชียงใหม่ สร้างรายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำ


ที่หมู่บ้านป่าสักน้อย ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กลุ่มเกษตรกรหันมาปลูกผักเชียงดากันทั้งหมู่บ้าน ทั้งยังต่อยอดจากผักสด แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายครบวงจร โสร์ตยา บัวชุม อายุ 42 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บอกว่า แต่ละปีในช่วงที่ว่างเว้นจากการปลูกข้าวจะมีการปลูกพืชเสริมสร้างรายได้ กระทั่ง 3 ปีก่อน ได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ นำผักเชียงดามาปลูก ปรากฏว่าปลูกได้ดี ช่วงแรกเก็บยอดผักสดขาย กิโลกรัมละ 50 บาท และตอนกิ่งขายละ 35 บาท ทำให้พบว่าผักเชียงดาเป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ทำให้ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูก จนปัจจุบันมีอยู่กว่า 5,000 ต้น





เห็ดมิลค์กี้ เพาะง่ายรายได้ดี เป็นรายได้เสริมก้ได้ดีเช่นกัน


เห็ดมิลค์กี้ เพาะง่ายรายได้ดี เป็นรายได้เสริมก้ได้ดีเช่นกัน


กลุ่มเลี้ยงต่อหัวเสือ ต.เขาไพร อ.รัษฎา จ.ตรัง เลี้ยงต่อหัวเสียมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันมีทั้งหมด 50 รัง โดยเริ่มจากตามหารังต่อเล็กๆ นำมาแขวน มีการจัดเตรียมพื้นที่ป้องกันแดดกันฝนไว้เรียบร้อย รังต่อที่มีขนาดเล็กจะค่อยๆ ขยายรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การให้อาหารตัวต่อจะนิยมใช้น้ำหวานเป็นหลัก และนำเศษเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตั๊กแตน ตามวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน
วิธีการเข้าไปเก็บรังต่อค่อนข้างเสี่ยงมาก จึงต้องเตรียมความพร้อมในการกันพื้นที่ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามา และเตรียมชุดที่ป้องกันเป็นอย่างดี การเก็บรังต่อในแต่ละครั้งจะได้ปริมาณ 2-3 กิโลกรัม โดยเก็บเฉพาะตัวอ่อนที่มีอายุประมาณ 3-4 เดือน ราคาขายตัวอ่อนอยู่ที่กิโลกรัมละ 700 บาท และส่งไปขายยังต่างจังหวัด เช่น อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานครฯ รายได้ในการเก็บตัวอ่อนในแต่ละครั้งประมาณ 40,000-50,000 บาท


บทความที่ได้รับความนิยม