วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง พร้อมวิธีทำเป็นอาชีพเสริม

สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง พร้อมวิธีทำเป็นอาชีพเสริม



เมนูน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งพร้อมวิธีทำเป็นอาชีพเสริม
ลูกชิ้น!ไม่ว่าจะปิ้งทอดต้มแหมๆแค่พูดชื่อก็เรียกน้ำย่อยให้ออกมาจากร่างกายได้หมดแล้วและสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยที่ต้องทานคู่กับลูกชิ้นก็คือ“น้ำจิ้มลูกชิ้น”ซึ่งถ้าน้ำจิ้มแซ่บมากเท่าไหร่ลูกชิ้นจากเดิมที่ว่าอร่อยอยู่แล้วก็ทั้งอร่อยทั้งแซ่บขึ้นมาทันทีเลยร้านไหนก็ร้านนั้นลูกค้าจะต้องติดใจอย่างแน่นอนวันนี้จะมาบอกสูตรและเคล็บลับทำน้ำจิ้มลูกชิ้นแบบแซ่บๆและรวมถึงของคุณหนูๆด้วยรับรองว่าถึงไม่เผ็ดแต่ก็ถูกปากอย่างแน่นอนค่ะ
สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งที่เตรียมไว้ให้สมาชิกได้ฝึกทดลองทำกันไม่ได้ทำทานกันเฉพาะในครอบครัวหรือวงสังสรรค์ของสมาชิกเท่านั้นนะคะแต่สามารถทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้หลายๆคนที่ได้สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งไปสามารถทำน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งฝากขายตามร้านได้ด้วยหรือจะตั้งโต๊ะขายหน้าบ้านเวลาเย็นๆเป็นการใช้เวลาว่างแลกเปลี่ยนเป็นตัวเงินได้อย่างสุดวิเศษเลยล่ะค่ะ
สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งแบบแซ่บซ่า
พริกชี้ฟ้าแดง10เม็ด
กระเทียมปอกเปลือก15กลีบ
กระเทียมโทนดอง10หัว
น้ำมะขามเปียกคั้นข้น11/2ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ1ถ้วย
เกลือป่น1ช้อนชา
ซอสพริก3ช้อนโต๊ะ
แบะแซ2ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง
ปั่นกระเทียมพริกชี้ฟ้าแดงและกระเทียมดองให้ละเอียดเตรียมไว้
น้ำมะขาวเปียกและน้ำตาลปี๊บใส่กระทะยกขึ้นตั้งไฟคนจนน้ำตาลละลายใส่เกลือป่นและซอสพริกตามลงไป
ใส่แบะแซลงไปเพื่อเพิ่มความเหนียว
รอให้เดือดอีกครั้งใส่พริกกระเทียมที่ปั่นไว้ลงไปเคี่ยวต่อซักครู่ชิมรสให้ออกเปรี้ยวหวานและต้องไม่เค็มมาก
ถ้าต้องชอบเผ็ดก็สามารถใส่พริกป่นคั่วได้ค่ะจะช่วยเพิ่มความเผ็ดและมีกลิ่นหอมของพริกคั่ว
สูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งสำหรับคุณหนูๆ
ส่วนผสมน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง
น้ำตาลบี๊ป
น้ำมะขาม
น้ำปลา
เกลือ
กระเทียมดอง
วิธีทำน้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้ง
นำน้ำตาลปี๊บใส่น้ำมะขามตามด้วยกระเทียมดองมาเคี่ยวรวมกัน
ปรุงรสด้วยน้ำปลาเกลือ
เคี่ยวต่อจนเหนียว
น้ำจิ้มลูกชิ้นปิ้งนี้เมื่อทำจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้นานเป็นเดือนปลอดภัยจากสารกันบูดทั้งหลายนอกจากอร่อยลิ้นแล้วสุขภาพยังดีอีกด้วย

ที่มา:https://www.google.com/

เผยสูตรเด็ด ทับทิมกรอบ มันแกวแทนแห้ว งบน้อยอร่อยมากอาชีพเสริมกำไรหลักหมื่น

เผยสูตรเด็ด ทับทิมกรอบ มันแกวแทนแห้ว งบน้อยอร่อยมากอาชีพเสริมกำไรหลักหมื่น


ทับทิมกรอบเป็นขนมหวานที่รับประทานได้ทุกฤดูกาล นิยมมากที่สุดในฤดูร้อน รับประทานแล้วหอมหวานเย็นอร่อยชื่นใจคลายร้อนได้ดี แต่ปัจจุบันหาทานได้ตลอด  ประกอบด้วยเม็ดทับทิมกรอบสีแดงสดใสและเม็ดทับทิมกรอบสีชมพูสวย เมื่อเคี้ยวแล้วกรอบมันด้วยรสชาติของแห้ว  แต่สูตรนี้เราจะใช่มันแกวแทนเพื่อลดต้นทุนแต่รสสัมผัสยังให้ความกรอบและยังเป็นทับทิมกรอบที่เรารู้จักกันดี มีน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทราย ลอยด้วยดอกมะลิ มีกะทิสดจากการคั้นมะพร้าว น้ำแข็งบดละเอียดหรือน้ำแข็งทุบให้เป็นเม็ดเล็กๆ หอมชื่นใจ ทำทานเอง ทำขายต้นทุนน้อยกำไรดี
วิธีทำทับทิมกรอบ

  ส่วนผสม
        1.มันแกว 800 กรัม (ล้างปอกเปลือกและหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า)
        2.กะทิ 2 1/2 ถ้วยตวง
        3.เกลือป่น 2 ช้อนชา
        4.น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
        5.น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
        6.น้ำหวานแดง 1 1/2 ถ้วยตวง
        7.แป้งมัน 500 กรัม
        8.ขนุนฉีกเป็นฝอยเมล็ดข้าวโพดสุก (สำหรับโรยหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้)
     วิธีทำ
        1. นำมันแกวที่หั่นเสร็จแล้วไปแช่ในน้ำแดงประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงนำออกมาสะเด็ดน้ำ
มันแกว
        2. นำมันแกวที่แช่ในน้ำแดงไปคลุกในแป้งมันให้ติดผิว ค่อยๆคลุกให้ติดทั่วผิวแห้วทั้งหมด จากนั้น จึงนำไปต้มในน้ำเดือดจนสุกจึงนำออกมาแช่น้ำเย็น (วิธีสังเกตุ : แห้วสุกแล้วจะลอยขึ้นเหนือน้ำ)
        3. เตรียมทำน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำตาลกับน้ำและนำไปต้มจนเดือด คนจนส่วนผสมทั้งหมดละลายดี แล้วจึงปิดไฟ
        4. นำกะทิและเกลือไปใส่ในหม้อขนาดเล็ก และนำไปตั้งบนไฟอ่อนจนส่วนผสมละลายเข้ากันดี จึงปิดไฟ
        5. นำเมล็ดทับทิม ไปใส่ในถ้วยเสริฟ โรยหน้าด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ราดด้วยน้ำเชื่อม,น้ำกะทิขนุนฝอยและข้าวโพด (ถ้าต้องการ) เสริฟทันทีเป็นอาหารว่าง คลายร้อนในวันสบายๆ
หรือตักใส่ถ้วยเพิ่มทอปปิ้ง จำหน่ายสร้างรายได้หลักหมื่น
ข้อมูล : https://sites.google.com

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อยากทำอาชีพเสริม แต่ไม่มีเวลา มาขายหมูปิ้งกัน

อยากทำอาชีพเสริม แต่ไม่มีเวลา มาขายหมูปิ้งกัน


หมูปิ้งนมสดเป็นเมนู ที่เชื่อว่าทุกคนที่ทานหมูได้ต้องเคยลิ้มลอง เพราะหาทานได้ไม่ยาก นอกจากอร่อยแล้วยังอิ่มท้องด้วย เป็นอีกหนึ่งเมนูสุดโปรดของเราค่ะ ใครที่อยากขายอาหารเช้าอะไรดีหมูปิ้งนมสดคนขายเยอะและขายได้กำไรดีที่สุดในยุคนี้แล้ว โดยอาจจะต้องเตรียมซื้อวัตถุดิบตั้งแต่เมื่อวาน และเริ่มเตรียมของตั้งแต่ 05.00 น. เพื่อจะวางจำหน่ายในช่วง 06.00 น. เป็นต้นไปจนถึงช่วงสายๆ โดยต้นทุนอาจจะเริ่มแค่วันละ 300- 1000 บาท เท่านั้น และอาจจะทำกำไรได้ถึง 50% สิ่งที่คุณจะได้รับจากการลงทุนถือว่าคุ้มค่าและยังเป็นสินค้าขายดี เพราะต้องเหนื่อยตื่นขึ้นมานตอนเช้า

อุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับทำหมูปิ้ง ทำขายเป็นอาชีพ

  1. ไม้ปลายแหลมเอาไว้นำมาเสียบหมูปิ้ง จะทำเองหรือซื้อ มีขายทั่วไป
  2. เตาถ่านหรือเตาไฟฟ้าก็ได้แต่แนะนำให้ใช้เตาถ่านจะดีกว่าเพราะกลิ่นจะได้หอมเป็นธรรมชาติจริงๆ
  3. เหล็กปิ้งย่าง เอาอย่างดีเลย
  4. ถุงพลาสติก สำหรับคนที่ทำขาย จะเอาแบบไหนเลือกตามชอบ เอาที่ดูดีหรือจะทำเองอาจจะเป็นจุดขายเหมือนกาแฟถุงกระดาษก็ได้ ไม่แน่ว่าหมุปิ้งของคุณนอกจากอร่อยแล้วยังดูดีเหมาะสำหรับหิ้วไปฝากใครๆ เพิ่มยอดขายได้อีกมากแน่นอน

ส่วนผสม หมูปิ้ง หมูย่าง

  • เนื้อสะโพกหมู หรือสันนอก 1 กิโลกรัม
  • รากผักชี 25 กรัม
  • กระเทียมไทย (แกะเปลือก) 2 หัว
  • พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา + 1/2 ช้อนชา
  • น้ำตาลมะพร้าว 180 กรัม
  • หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง + 1/2 ถ้วยตวง
  • ซีอิ๊วดำ 3 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 8 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรสฝาเขียว 6 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • น้ำมันพืช 5 ช้อนโต๊ะ
  • ไม้สำหรับเสียบหมู
  • แล่เนื้อหมูให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 1/2 ซ.ม. ความกว้างประมาณ 4-5 ซ.ม. ส่วนความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของไม้เสียบ (หรือหั่นตามความถนัด)
  • โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเม็ดจนละเอียดเข้าด้วยกัน
  • ผสมเครื่องที่โขลกไว้กับน้ำตาลมะพร้าว กะทิ 1 ถ้วยตวง (ส่วนกะทิที่เหลืออีก 1/2 ถ้วยเก็บไว้ใช้ทาตอนย่าง) ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส แป้งข้าวโพด และไข่แดง คนผสมจนน้ำตาลมะพร้าวละลายดี จึงนำเนื้อหมูที่หั่นไว้ลงไปเคล้าผสมให้เข้ากัน สุดท้ายใส่น้ำมันพืชลงไปเคล้าผสมให้เข้ากันอีกครั้ง หมักทิ้งไว้ในตู้เย็น 1 คืน หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมงขึ้นไป
ขอบคุณสูตรจาดเจ้าของเฟสบุ๊ค:  กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา
 อาชีพเสริม ขายหมูปิ้ง
ขอบคุณภาพจาก: กิน@หาดใหญ่

วิธีเตรียมหมูก่อนปิ้ง

  • หลังจากหมักหมูทิ้งไว้ครบเวลาแล้ว นำเนื้อหมูออกจากตู้เย็นมาเสียบด้วยไม้
  • นำน้ำที่เหลือจากหมักหมูไปผสมกับกะทิที่เหลือให้เข้ากัน เตรียมไว้

วิธีทำหมูปิ้ง หมูย่าง

  • เปิดเตาสำหรับปิ้งหมูให้ร้อนก่อน ใช้ไฟอ่อน ๆ จากนั้นนำหมูขึ้นปิ้งบนเตา (หมั่นคอยดู) พอด้านที่สัมผัสความร้อนเริ่มเหลืองแล้วให้พลิกเอาอีกด้านลง แล้วใช้แปรงจุ่มส่วนผสมกะทิที่ผสมไว้ทาให้ทั่วด้านบน พอหมูอีกด้านเริ่มเหลืองก็พลิกกลับมาทาซอสอีกครั้ง ปิ้งจนหมูสุกทั้งสองด้าน แต่ไม่ควรปิ้งให้แห้ง เพราะน้ำในเนื้อหมูจะระเหยไปกับความร้อน ทำให้หมูเหนียวและแข็งค่ะ

สิ่งที่สำคัญเราควรมองสถานที่หรือทำเลดีๆในการขายหมูปิ้งนมสดไว้ค่ะ โดยเฉพาะหน้าสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นโรงงาน  ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ แถวที่ทำงานข้าราชการ ก็จะทำให้มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ แต่อย่าลืมดูไปนะคะว่ามีคู่แข่งอยู่รึเปล่า แล้วถ้าอยากขายอาหารเช้าละขายอาหารเช้าอะไรดีหมูปิ้งนมสดยังขายได้อยู่ไหม ต้องบอกว่ายิ่งคนในเมืองมีความเร่งรีบมากเท่าไหร่อาหารทานง่าย สะดวกอย่างหมูปิ้งคงไม่มีวันปิดตัวลงแน่นอน

เขียนโดย: crs-ivr.com

แบ่งปันสูตร ‘ไส้กรอกอีสาน’ เอาไปทำขาย เป็นอาชีพเสริมได้เลย

แบ่งปันสูตร ‘ไส้กรอกอีสาน’ เอาไปทำขาย เป็นอาชีพเสริมได้เลย

วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูการทำไส้กรอกอีสานกัน เพราะเรียกว่าไส้กรอกอีสานนั้นถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่มีคนนิยมรับประทานกันอย่างมากมายและทานง่ายอีกทั้งยังสามารถนำมาทำเป็นอาชีพเสริมได้แต่ละเจ้านั้นก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป และวันนี้เราก็นำสูตรดีๆจากคุณ tukata001 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากทุกคนกันโดยจะมีส่วนผสมวัตถุดิบในการทำอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า
ส่วนผสมในการทำไส้กรอกอีสานมีดังนี้
+.หม 1 กก.
+.มันหมู 1 กก.
+.ข้าวสุก 2 ถ้วย
+ไส้หมูสำ 100 กรัม
+รากผักชี 3 ราก
+กระเทียม 20 กลีบ
+พริกไทยดำ 1 ชต.
+พริกไทยขาว 1 ชต.
+น้ำตาลทราย 1 ชต.
+เกลือ 1/2 ชต.
+ผงปรุงรส 2 ชต.
ขั้นตอนการทำไส้กรอกอีสาน
ขั้นตอนที่ 1 น้ำพริกไทยดำและขาวใส่ลงไปในครบและกระเทียมสดตำให้ละเอียด
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็แต่รากผักชีลงไปแล้วกล้าผักชีตำให้ละเอียดละเอียด
ขั้นตอนที่ 3 นำเนื้อหมูลงและเทส่วนผสมให้เข้ากันนวดทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็หันไปหุงข้าวและหันมานวดทีนึง จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดไปใส่ในไมโครเวฟชิมรสชาติให้พอดีก่อนที่จะยัดเข้าไปในไส้
>
ขั้นตอนที่ 4 สำหรับขั้นตอนนี้ถ้าหากใครมีที่ยัดไส้นั้นก็จะสบาย แต่ถ้าหากใครไม่มีก็ให้ใช้ขวดน้ำเปล่าตัดเหลือแค่ตรงก้นปากขวดและก็เอาไส้ใส่เข้าไปแล้วก็ยัดไส้พอหลวมเท่านั้นอย่าแน่นเกินไป
ขั้นตอนที่ 5 เอาเชือกมาผูกให้ได้ขนาดตามใจชอบ ทำเสร็จแล้วผึ่งลมทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน
ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นเมื่อครบแล้วก็นำมาย่างไฟอ่อนเพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว
ที่มา:https://www.ntbdays.com/


วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เลี้ยงสัตว์น้ำ 3 ชนิด เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้หมุนเวียน

เลี้ยงสัตว์น้ำ 3 ชนิด เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้หมุนเวียน


คุณวิรัตน์ คงหวัง อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เป็นเกษตรกรผู้เห็นช่องทางการสร้างรายได้ โดยที่ไม่ยึดติดกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป โดยได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปรับเปลี่ยนทำประมง เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทาง จึงทำให้สิ่งที่ทำจากที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริมกลับมีรายได้ให้กับเขาได้อย่างดี เมื่อเทียบกับการทำงานประจำกันเลยทีเดียว
คุณวิรัตน์ คงหวัง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อส่งขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงโค แพะ และแกะ พร้อมทั้งมีรายได้บางส่วนเกิดจากการค้าขายทั่วไป ต่อมาจึงรู้สึกว่าอยากแบ่งพื้นที่บางส่วนบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ โดยที่ไม่ยึดติดการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงได้มีแนวความคิดแบ่งพื้นที่บางส่วนขุดเป็นบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำเสริมรายได้เข้ามาอีกหนึ่งช่องทาง
คุณวิรัตน์ คงหวัง
“ผมมองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่า ถ้าเราทำอาชีพเกษตรกรรม ที่เป็นเชิงเดี่ยวมากเกินไป ก็จะทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงมากในเรื่องราคา ก็เลยมองว่าน่าจะหาอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย ทีนี้เราก็มองว่าน่าจะทำประมง เพราะจะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้แต่เดิมอยู่แล้ว น่าจะทำรายได้ให้อีกช่องทางหนึ่ง จึงได้จัดเตรียมหาพื้นที่สำหรับเลี้ยงปลา เพราะมองว่าไม่เป็นเรื่องยุ่งยาก หากมีการจัดการที่ดี” คุณวิรัตน์ เล่าถึงที่มา
ปลาที่สนใจเลี้ยงในช่วงแรก คุณวิรัตน์ บอกว่า เป็นการเลี้ยงปลาสลิด เพราะสมัยก่อนนั้นได้ทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติกแบบเล่นๆ และเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ จึงทำให้มีแนวความคิดที่อยากจะเลี้ยงมาตลอดเมื่อมีโอกาส พร้อมทั้งเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเสริมเข้าไปด้วย ก็จะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น นั้นคือ กุ้งฝอย และหอยขม
ในขั้นตอนก่อนที่จะนำสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิด มาเลี้ยง คุณวิรัตน์ บอกว่า ขุดบ่อสำหรับเลี้ยงให้มีขนาด 40×40 เมตร ความลึก 1 เมตร จำนวน 4 บ่อ โดยคำนึงถึงขนาดพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งในช่วงแรกที่จะเริ่มเลี้ยงปลาสลิดมีแนวคิดที่จะจับเลี้ยงเพื่อทำเป็นปลาแดดเดียวแบบสินค้าแปรรูป แต่เมื่อการเลี้ยงประสบผลสำเร็จปลาสลิดมีลูกออกมาให้เห็นจำนวนมาก จึงได้มีการเปลี่ยนแนวคิดมาเลี้ยงเพื่อขายลูกพันธุ์แทน
คัดไซซ์ปลาสลิด
“ตอนนั้นพอเราเปลี่ยนมาเพาะลูกพันธุ์ขาย ตอนนั้นก็ทำแบบไม่ได้คิดจริงจังอะไรมาก ก็เอาแบบพอดีที่กำลังพอไหว ทำไปทำมาขายได้ประมาณ 8 หมื่นบาท เราก็มาคิดว่า แบบนี้น่าจะดีกว่า เพราะทำเงินได้ไว ไม่ต้องมาทำปลาและค่อยแปรรูป ก็เลยตัดสินใจตั้งแต่นั้นมาว่า จะเพาะลูกขาย เพียงต้องจัดการให้ดี และต้องมีการเลี้ยงแบบละเอียดประณีต สัตว์น้ำที่เลี้ยงก็จะขายได้ราคา” คุณวิรัตน์ บอก
ในขั้นตอนแรกเมื่อเตรียมบ่อเสร็จแล้ว คุณวิรัตน์ บอกว่า จะเตรียมบ่อให้มีแพลงตอนด้วยการนำเศษหญ้าเนเปียร์ที่เหลือจากขายมาผสมกับปุ๋ยคอกนำมาใส่ลงไปในบ่อ จากนั้นน้ำภายในบ่อก็จะค่อยๆ ปรับสภาพเป็นสีเขียว เมื่อบ่อพร้อมสำหรับเลี้ยงปลาแล้ว จะนำกุ้งฝอย หอยขม และปลาสลิดลงมาเลี้ยงภายในบ่อเดียวกัน ทำให้ภายในบ่อมีสัตว์น้ำที่สามารถทำเงินให้ได้ทั้ง 3 ชนิด
พื้นที่บ่อ
คุณวิรัตน์ บอกว่า ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ปล่อยให้อยู่แบบตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าปลาสลิดจะกินกุ้ง เพราะปลาสลิดเป็นปลาที่กินพืช จึงไม่ค่อยกินกุ้งฝอยที่นำมาใส่เลี้ยงไว้ ส่วนหอยขมมีลักษณะที่อยู่ก้นบ่อ ก็จะกินเศษอาหารที่อยู่ก้นบ่อ ก็จะเป็นการเลี้ยงแบบที่สัตว์แต่ละชนิดที่เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน โดยปลาสลิดที่นำมาเลี้ยงในบ่อเป็นปลาที่อนุบาลไว้ภายในบ่อพลาสติกให้มีอายุประมาณ 3 เดือน
ซึ่งอาหารช่วงแรกจะให้กินอาหารเม็ดเพื่อสร้างความแข็งแรง ต่อมาจะลดการให้อาหารเม็ดลง จะเน้นให้อาหารที่เป็นรำละเอียดและใช้ปุ๋ยคอกผสมกับหญ้าเนเปียร์ผสมกันสร้างแพลงตอนเพื่อเป็นอาหารให้กับปลาแทน
“ก่อนที่เราจะเอาลูกปลาสลิดขาย ก็จะทำกระชังเสริมไว้ในบ่ออีกทีหนึ่ง โดยเราก็จะหมั่นจับลูกปลาสลิดไซซ์ที่พอจะขายได้ มาขังไว้ในกระชังที่เตรียมไว้ พอมีคนที่เขาสนใจจะซื้อ เราก็ขายได้เลย ส่วนหอยขมพื้นที่ใต้บ่อผมก็จะเอาทางมะพร้าวใส่ลงไป หอยขมก็จะมีที่เกาะ พอตัวได้ขนาดใหญ่เท่าที่ขายได้ ก็จะจับมาล้างเตรียมไว้ใส่ในกระชังคัดไซซ์ขาย ส่วนกุ้งฝอยก็จับตามที่มีลูกค้าสั่ง เท่ากับว่าการเลี้ยงของผมสามารถประสบผลสำเร็จทำเงินหมุนเวียนได้” คุณวิรัตน์ บอก
ขายแบบชั่งกิโล
เมื่อปลาสลิดมีอายุได้ประมาณ 6-7 เดือน คุณวิรัตน์ บอกว่า ก็จะพร้อมเป็นแม่พันธุ์ที่จะผลิตลูกให้สามารถขายได้ เมื่อเห็นว่าลูกปลาสลิดเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นภายในบ่อ ก็จะเตรียมลากอวนจับลูกปลาสลิดมาใส่ในกระชังที่เตรียมไว้ภายในบ่อ จากนั้นคัดไซซ์ที่ขายให้กับลูกค้าที่สนใจจะซื้อไปเลี้ยงต่อ โดยขนาดลูกปลาสลิด 3 นิ้วครึ่ง ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท และถ้าเป็นลูกปลาสลิดไซซ์ 1 นิ้ว ขายอยู่ที่ ตัวละ 2 บาท
ลากอวน
ส่วนกุ้งฝอยที่เลี้ยงภายในบ่อจะลากอวนขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท โดยราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด ส่วนหอยขม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งคุณวิรัตน์บอกว่า ทั้งกุ้งฝอยและหอยขมสามารถขายให้กับลูกค้าได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็สามารถทำเงินไว้ใช้จ่ายภายในบ้านได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นอาชีพเสริม โดยรายได้ต่อเดือนก็ตกอยู่ที่หลักหมื่นบาทกันเลยทีเดียว
หอยขม ภายในบ่อ
“ในเรื่องของการขาย ก็จะเป็นปากต่อปากบอกกันไป ว่าที่บ้านผมมีลูกพันธุ์ปลาสลิดขาย และก็หอยขม กุ้งฝอย เขาก็จะเข้ามาติดต่อขอซื้อกันเรื่อยๆ ยิ่งตอนนี้กระแสโซเชี่ยลมันมีประโยชน์ ผมก็จะลงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ก็จะได้ลูกค้าที่เป็นคนรู้จักในพื้นที่เข้ามาติดต่อซื้อ ก็ใหม่ๆ ทำไปเพลินๆ พอทำไปทำมามีรายได้ ก็เริ่มสนุกก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำรายได้ให้เราได้ดีไม่แพ้กัน” คุณวิรัตน์ บอกถึงหลักการขาย
ทางมะพร้าวให้หอยขมเกาะภายในบ่อ
สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเสริม คุณวิรัตน์ บอกว่า สามารถทำได้เพราะเป็นงานที่เพลิดเพลิน หรือถ้าอนาคตมีการต่อยอดก็สามารถพัฒนาเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยทำเป็นอาชีพหลัก มองถึงความพร้อมของพื้นที่ก่อนว่าเหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดไหน และที่สำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณจึงเป็นงานที่เหมาะสม เพราะไม่ได้ใช้แรงงานมากเกินไป แต่กลับทำให้มีงานยามว่างทำเมื่ออยู่ในวัยเกษียณอย่างไม่เหงาอีกด้วย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิรัตน์ คงหวัง หมายเลขโทรศัพท์ (089) 596-9459
ที่มา:https://www.technologychaoban.com/

ไก่เบตง สัตว์เศรษฐกิจราคาตัวละเกือบ 2000 ลองเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ก็ไม่แย่นะ

ไก่เบตง สัตว์เศรษฐกิจราคาตัวละเกือบ 2000 ลองเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ก็ไม่แย่นะ


ไก่เบตงพันธุ์แท้ สัญลักษณ์ใต้สุดแดนสยาม หากินยากค่อนข้างยาก กว่าจะเลี้ยงให้โตใช้เวลานานถึง 6 เดือนไม่เหมือนไก่พันธุ์เนื้อธรรมดาเลี้ยงแค่ 5 สัปดาห์
และรสชาตที่แตกต่างของไก่เบตงจะเป็นยังไง เลี้ยงยากแค่ไหน อร่อยยังไงถึงมีราคากิโลกรัมกว่า 200 บาท 1 ตัวเกือบ 2000 บาท ติดตามได้จากรายงาน

แนะอาชีพพารวย “เลี้ยงไก่เบตง” ราคาพุ่งตัวละกว่าพันบาท ตลาดต้องการอย่างมาก นายธนันท์รัฐ อุดมธันยรัตน์ หรือโกช้าง เกษตรกรมืออาชีพผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการคนเลี้ยงไก่เบตง จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ณ ปัจจุบันไก่เบตงกำลังเป็นที่นิยมมากในกลุ่มผู้บริโภคไก่เนื้อ

ด้วยจุดเด่นของไก่เบตงที่มีหนังกรอบ เนื้อนุ่ม ไม่มีมันผสม หนังมีสีเหลืองอ่อน ไม่ขาวเหมือนไก่ทั่วไป ด้วยเหตุนี้ไก่เบตงจึงกำลังมาแรง เป็นที่นิยม อีกประการหนึ่งที่ทำให้ไก่เบตงมีราคาที่สูง เพราะไก่เบตงเลี้ยงยาก ต้นทุนการผลิตสูง ใช้เวลาเลี้ยงนาน จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายเก่าที่เคยเลี้ยงได้เลิกลากันไปหมด ส่งผลให้ไก่เบตงแท้ๆหากินได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ โกช้าง จึงอยากรักษาไก่เบตงให้คงอยู่คู่กับเมืองเบตงต่อไป จึงจับไก่เบตงมาพัฒนาใหม่ มีการเปิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงไก่เบตง โดยโกช้างมีหน้าที่ผลิตไก่พันธุ์ดีแจกจ่ายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยง สอนวิธีการเลี้ยง ขยายองค์ความรู้ และนอกจากนี้โกช้างยังเป็นผู้รับซื้อไก่เองทั้งหมด เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบตามร้านอาหารสาขาต่างๆ ที่โกช้างเป็นเจ้าของ และสาเหตุที่ต้องทำเองทุกอย่างเพราะ ถ้าไม่รับซื้อแบบนี้ก็จะไม่มีใครเลี้ยง ชาวบ้านหาตลาดเองไม่ได้

“ทำไมของดี ของอร่อย ต้องหายไป เราจึงอาศัยความรู้การตลาดที่เรามีอยู่นำมาช่วยส่งเสริมชาวบ้านให้มีอาชีพ มีรายได้มากขึ้น เปิดร้านอาหารรองรับผลผลิตเอง กำหนดราคาเอง ถ้าหากท่านใดได้ลองทานไก่เบตงแท้ๆ แล้วจะรู้เลยว่า รับประทานไก่เบตงของแท้ตัวละ 1,200 บาท ไม่แพงเลย ไก่เบตงราคาสูงก็จริง แต่ความฮอตไม่มีตก เพราะเรามั่นใจในเรื่องของคุณภาพ และรสชาติความอร่อย ทุกวันนี้ผลิตไก่ไม่พอขาย ในอนาคตผมมีแผนที่จะเปิดร้านข้าวมันไก่เบตงในทุกจังหวัด แต่ตอนนี้ต้องรอไปก่อนเพราะผลผลิตไม่พอขายจริงๆ”

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงไก่เบตงเป็นอาชีพเสริม ติดต่อสอบถามความรู้ได้ที่โกช้าง โทร.062-936-9199

 ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.technologychaoban.com
www.facebook.com/Technologychaoban


ความสุข'คุณลุงวัยเกษียณ' พลิกวิกฤติภัยแล้ง เลี้ยงไก่ชนสร้างรายได้

ความสุข'คุณลุงวัยเกษียณ' พลิกวิกฤติภัยแล้ง เลี้ยงไก่ชนสร้างรายได้


คุณลุงวัย 68 ปี สู้ภัยแล้ง เลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เลี้ยงชีพ พลิกวิกฤติ นำหญ้าอ่อนขึ้นกลางคลองแห้งมาเป็นอาหารเสริมให้ไก่สร้างสุขภาพที่ดี เผย เลี้ยงไก่ชนเป็นความชอบส่วนตัว สร้างความสุขให้ชายวัยเกษียณ 
เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุภัยแล้งขยายวงกว้างนำในคลองชลประทานแห้งขอดเนื่องจากน้ำต้นทุนเหลือน้อยใช้ได้เพียงอุปโภคบริโภค ชลประทานขอความร่วมมือหยุดการทำนาจ้างอาชีพเกษตรกรช่วยเหลืองานชลประทานส่วนผู้ที่สูงอายุทำอาชีพเสริมโดยการปลูกผักเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ช่วยเหลือครอบครัว
นายอารมณ์ ไพบูลย์พานิช หรือ ลุงแกะ อายุ 68 ปี บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ 8 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง พนักงานบริษัทที่เกษียณอายุ ออกมาเลี้ยงไก่ชนสร้างรายได้ ตามความถนัดความสามารถ และความชอบที่เป็นทุนอยู่แล้วในการสร้างอาชีพหารายได้เสริมช่วยเหลือครอบครัวสร้างรายได้อย่างงาม
"ปกติเป็นคนชอบเลี้ยงไก่ชนอยู่แล้ว หลังจากเกษียณอายุมาจากบริษัทก็หันไปลงทุนเลี้ยงไก่ชนขาย สร้างรายได้โดยเพาะพันธุ์และขยายจำนวนสามเล้าร่วม 100 ตัวในพื้นที่ 1 ไร่ ซึ่งเป็นพันธุ์พม่าและไซ่ง่อน หลังเกิดภาวะแล้งต้นหญ้าแห้งขาดแคลนอาหารเสริมให้ไก่ชน จึงได้ลงไปเก็บหญ้าในคลองชลประทานที่แห้งขอดและมีหญ้าอ่อนๆ ขึ้นจำนวนมากมาให้ไก่ชนกินเป็นอาหารเสริมซึ่งไก่ชอบมาก" นายอารมณ์ กล่าว 
นายอารมณ์ กล่าวต่อว่า ตนเองจะเลี้ยงนำไก่ชนไปตีแล้วหากชั้นเชิงดีก็มีราคาหลักพันบาทขึ้นไปหากนำไปชนะบ่อนก็มีราคาหลักหมื่น หากมีผู้ต้องการลูกไก่วัยรุ่นก็มีขายตามสภาพและราคาที่ย่อมเยา นับว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมอย่างดีในช่วงหน้าแล้งนี้และอีกอยากหนึ่งมีความชอบในการเลี้ยงไก่ชนอยู่แล้ว จึงเป็นการสร้างความสุขสร้างรายได้ของชายผู้เกษียณอายุในวัย 68 ปี
ที่มา:https://www.thairath.co.th/

บทความที่ได้รับความนิยม